เทศกาลเซ็ทสึบุน ปาถั่วไล่ยักษ์
ในทุกๆวันที่ 3 กุมภาพันธ์ของทุกปี ที่ญี่ปุ่นจะมีการจัดงานเทศกาล เซ็ทสึบุน (Setsubun) ซึ่งเทศกาลนี้จะเป็นสัญญาณชัดเจนว่า ฤดูหนาวกำลังจะสิ้นสุดลงและฤดูใบไม้ผลิกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว
เซ็ทสึบุน จัดกันมาตั้งแต่สมัยคริสตวรรษที่ 17 โดยมีกิจกรรมสำคัญที่ทำกันทุกบ้านคือพิธีขับไล่สิ่งอัปมงคลออกจากที่อยู่อาศัย โดยจะให้สมาชิกในบ้านที่เป็นผู้ชายใส่หน้ากากปีศาจหรือยักษ์ที่เรียกว่า โอนิ (Oni) เป็นตัวแทนความชั่วร้าย หลังจากนั้นก็เอาถั่วหว่านใส่เข้าไป (เห็นบางบ้านก็ปาอัดเลย) แล้วพูดว่า “โอนิวะโซโตะ 鬼は外 ( おに はそと)” แปลว่า สิ่งชั่วร้ายจงออกไป หลังจากนั้นก็โปรยถั่วไปรอบๆ บ้านเป็นการเรียกความสุขเข้ามาแทนที่
โดนสถานที่ที่นักท่องเที่ยวนิยมไปในช่วงนี้ก็จะเป็นตามวัดชินโตต่างๆ โดยเฉพาะในเมืองเกียวโตเพราะจะมีการทำพิธีกรรมเซ็ทสึบุนใหญ่เลย และจะมีการโปรยถั่วนำโชค ฟุคุมาเมะ และขนมแป้งนำโชค ฟุคุโมจิ ให้กับผู้คนที่มาร่วมในพิธี ของกินอีกอย่างที่นิยมกินมาก ซึ่งเป็นความเชื่อจากแถบโอซาก้า ก็คือ เอโฮมากิซูชิเป็นซูชิโรลที่จะใส่ไส้ไข่หวาน แตงกวาญี่ปุ่น ปูอัด ปลาไหล ฯลฯ เชื่อกันว่าถ้าหันหน้าไปทางทิศที่โชคดีนั้นของปีและหากกินซูชินี้จนหมดโดยไม่พูดกับใครก็จะได้รับความโชคดีตลอดปี
Fluton Blog !
วันพฤหัสบดีที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
วันพฤหัสบดีที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2561
สนธิสัญญากรุงโรม
สนธิสัญญาโรม มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า สนธิสัญญาจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจยุโรป เป็นความตกลงระหว่างประเทศซึ่งนำไปสู่การก่อตั้งประชาคมเศรษฐกิจยุโรปในวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1958 มีการลงนามเมื่อวันที่ 25 มีนาคม ค.ศ. 1957 โดยฝรั่งเศส อิตาลี กลุ่มประเทศเบเนลักซ์(เบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์ ลักเซมเบิร์ก)และเยอรมนีตะวันตก คำว่า "เศรษฐกิจ" ถูกลบออกจากชื่อสนธิสัญญา โดยสนธิสัญญามาสตริกต์ ใน ค.ศ. 1993 และสนธิสัญญาดังกล่าวเปลี่ยนใหม่เป็นสนธิสัญญาว่าด้วยการทำหน้าที่ของสหภาพยุโรป เมื่อสนธิสัญญาลิสบอนมามีผลใช้บังคับใน ค.ศ. 2009
ประชาคมเศรษฐกิจยุโรปเสนอให้ค่อยๆ ปรับภาษีศุลกากรลดลง และจัดตั้งสหภาพศุลกากร มีการเสนอใช้จัดตั้งตลาดร่วมสินค้า แรงงาน บริการและทุนภายในรัฐสมาชิกประชาคมเศรษฐกิจยุโรป และยังได้เสนอให้จัดตั้งนโยบายการขนส่งและเกษตรร่วมและกองทุนสังคมยุโรป สนธิสัญญายังได้ก่อตั้งคณะกรรมาธิการยุโรป
สนธิสัญญาโรม มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า สนธิสัญญาจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจยุโรป เป็นความตกลงระหว่างประเทศซึ่งนำไปสู่การก่อตั้งประชาคมเศรษฐกิจยุโรปในวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1958 มีการลงนามเมื่อวันที่ 25 มีนาคม ค.ศ. 1957 โดยฝรั่งเศส อิตาลี กลุ่มประเทศเบเนลักซ์(เบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์ ลักเซมเบิร์ก)และเยอรมนีตะวันตก คำว่า "เศรษฐกิจ" ถูกลบออกจากชื่อสนธิสัญญา โดยสนธิสัญญามาสตริกต์ ใน ค.ศ. 1993 และสนธิสัญญาดังกล่าวเปลี่ยนใหม่เป็นสนธิสัญญาว่าด้วยการทำหน้าที่ของสหภาพยุโรป เมื่อสนธิสัญญาลิสบอนมามีผลใช้บังคับใน ค.ศ. 2009
ประชาคมเศรษฐกิจยุโรปเสนอให้ค่อยๆ ปรับภาษีศุลกากรลดลง และจัดตั้งสหภาพศุลกากร มีการเสนอใช้จัดตั้งตลาดร่วมสินค้า แรงงาน บริการและทุนภายในรัฐสมาชิกประชาคมเศรษฐกิจยุโรป และยังได้เสนอให้จัดตั้งนโยบายการขนส่งและเกษตรร่วมและกองทุนสังคมยุโรป สนธิสัญญายังได้ก่อตั้งคณะกรรมาธิการยุโรป
สนธิสัญญาปารีส โตเกียวและริโอเดจาเนโร
คำศัพท์น่ารู้
สนธิสัญญา : Treaty
ข้อตกลง: Agreement
สนธิสัญญาปารีส
เป็นความตกลงตามกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ยูเอ็นเอฟซีซีซี) เพื่อกำหนดมาตรการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ตั้งแต่ พ.ศ. 2563 ความตกลงดังกล่าวเจรจากันในช่วงการประชุมภาคีสมาชิกของยูเอ็นเอฟซีซีซีครั้งที่ 21 ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และได้รับความเห็นชอบในวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2558 โลร็อง ฟาบีอุส ประธานที่ประชุมและรัฐมนตรีว่าการต่างประเทศของฝรั่งเศส กล่าวว่าแผนการอัน "ทะเยอทะยานและสมดุล" นี้คือ "จุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์" ในความพยายามลดภาวะโลกร้อน
เป้าหมายของอนุสัญญาคือ "ส่งเสริมการบังคับใช้" ยูเอ็นเอฟซีซี ด้วยการ
1. ควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียสจากระดับอุณหภูมิช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรม และพยายามจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิ 1.5 องศาเซลเซียสจากระดับอุณหภูมิช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรม โดยตระหนักว่า ความพยายามนี้จะช่วยลดความเสี่ยงและผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศลงอย่างมีนัยสำคัญ
2. เพิ่มพูนความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และประคับประคองความคงทนต่อสภาพอากาศและการพัฒนาที่ก่อก๊าซเรือนกระจกในระดับต่ำ ด้วยแนวทางที่ไม่เป็นภัยคุกคามต่อการผลิตอาหาร
3. ก่อให้เกิดการไหลเวียนของกระแสเงินทุนซึ่งสอดคล้องกับแนวทางไปสู่การพัฒนาที่ก่อก๊าซเรือนกระจกในระดับต่ำและคงทนต่อสภาพอากาศ
สนธิสัญญาโตเกียว
ต่อท้ายอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(UNFCCC) กำหนดพันธกรณีผูกพันต่อประเทศอุตสาหกรรมให้ลดการปล่อยแก๊สเรือนกระจก UNFCCC เป็นสนธิสัญญาระหว่างประเทศด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งมีเป้าหมายเพื่อบรรลุ "เสถียรภาพความเข้มข้นของแก๊สเรือนกระจกในบรรยากาศที่ระดับซึ่งจะป้องกันการรบกวนอันตรายจากน้ำมือมนุษย์กับระบบภูมิอากาศ"
สนธิสัญญาโตเกียวมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2540 ในเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น และมามีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2548 จนถึงเดือนกันยายน 2554 มี 191 รัฐลงนามและให้สัตยาบันสนธิสัญญาโตเกียว สหรัฐอเมริกาลงนามแต่มิได้ให้สัตยาบันพิธีสารฯ และแคนาดาถอนตัวจากพิธีสารฯ ในปี 2554 รัฐสมาชิกสหประชาชาติอื่นซึ่งมิได้ให้สัตยาบันพิธีสารฯ ได้แก่ อัฟกานิสถาน อันดอร์ราและเซาท์ซูดาน
ภายใต้พิธีสารฯ 37 ประเทศอุตสาหกรรม และประชาคมยุโรปในขณะนั้น ผูกมัดตนเองให้จำกัดหรือลดการปล่อยแก๊สเรือนกระจกสี่ชนิด (คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน ไนตรัสออกไซด์และซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์) และแก๊สสองกลุ่ม (ไฮโดรฟลูออโรคาร์บอนและเพอร์ฟลูออโรคาร์บอน) รัฐสมาชิกทุกรัฐให้พันธกรณีทั่วไป การจำกัดการปล่อยแก๊สเรือนกระจกนี้ไม่รวมการปล่อยจากการบินและการเดินเรือระหว่างประเทศ
เป้าหมายของอนุสัญญาคือ กลุ่มประเทศอุตสาหกรรม ลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งประกอบด้วยคาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน ไนตรัสออกไซด์ ซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์ก๊าซในกลุ่มไฮโดรฟลูโอโรคาร์บอน (HFCs) และเปอร์ฟลูออโรคาร์บอน (PFCs) ในปี พ.ศ. 2553 ลง 5.2% เมื่อเทียบกับปี พ.ศ. 2533
สนธิสัญญาริโอเดจาเนโร
การประชุม Earth Summit หรือการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา ที่กรุงริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล นับเป็นครั้งแรกที่มีการพูดถึงภาวะโลกร้อน และการร่วมมือกันหาแนวทางแก้ไข โดยที่อนุสัญญา UNFCCC เกิดขึ้นจากการประชุมครั้งนี้ ในฐานะข้อตกลงระหว่างประเทศต่างๆ ที่จะร่วมมือกันลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ต่อมาจึงเกิดพิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) ซึ่งเปรียบเสมือนกฎหมายลูกของอนุสัญญา UNFCCC ที่มีผลบังคับใช้
เป้าหมายคือให้ประเทศพัฒนาแล้วลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ให้ได้ภายในปี พ.ศ.2551 – 2555
สนธิสัญญา : Treaty
ข้อตกลง: Agreement
สนธิสัญญาปารีส
เป็นความตกลงตามกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ยูเอ็นเอฟซีซีซี) เพื่อกำหนดมาตรการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ตั้งแต่ พ.ศ. 2563 ความตกลงดังกล่าวเจรจากันในช่วงการประชุมภาคีสมาชิกของยูเอ็นเอฟซีซีซีครั้งที่ 21 ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และได้รับความเห็นชอบในวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2558 โลร็อง ฟาบีอุส ประธานที่ประชุมและรัฐมนตรีว่าการต่างประเทศของฝรั่งเศส กล่าวว่าแผนการอัน "ทะเยอทะยานและสมดุล" นี้คือ "จุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์" ในความพยายามลดภาวะโลกร้อน
เป้าหมายของอนุสัญญาคือ "ส่งเสริมการบังคับใช้" ยูเอ็นเอฟซีซี ด้วยการ
1. ควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียสจากระดับอุณหภูมิช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรม และพยายามจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิ 1.5 องศาเซลเซียสจากระดับอุณหภูมิช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรม โดยตระหนักว่า ความพยายามนี้จะช่วยลดความเสี่ยงและผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศลงอย่างมีนัยสำคัญ
2. เพิ่มพูนความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และประคับประคองความคงทนต่อสภาพอากาศและการพัฒนาที่ก่อก๊าซเรือนกระจกในระดับต่ำ ด้วยแนวทางที่ไม่เป็นภัยคุกคามต่อการผลิตอาหาร
3. ก่อให้เกิดการไหลเวียนของกระแสเงินทุนซึ่งสอดคล้องกับแนวทางไปสู่การพัฒนาที่ก่อก๊าซเรือนกระจกในระดับต่ำและคงทนต่อสภาพอากาศ
สนธิสัญญาโตเกียว
ต่อท้ายอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(UNFCCC) กำหนดพันธกรณีผูกพันต่อประเทศอุตสาหกรรมให้ลดการปล่อยแก๊สเรือนกระจก UNFCCC เป็นสนธิสัญญาระหว่างประเทศด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งมีเป้าหมายเพื่อบรรลุ "เสถียรภาพความเข้มข้นของแก๊สเรือนกระจกในบรรยากาศที่ระดับซึ่งจะป้องกันการรบกวนอันตรายจากน้ำมือมนุษย์กับระบบภูมิอากาศ"
สนธิสัญญาโตเกียวมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2540 ในเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น และมามีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2548 จนถึงเดือนกันยายน 2554 มี 191 รัฐลงนามและให้สัตยาบันสนธิสัญญาโตเกียว สหรัฐอเมริกาลงนามแต่มิได้ให้สัตยาบันพิธีสารฯ และแคนาดาถอนตัวจากพิธีสารฯ ในปี 2554 รัฐสมาชิกสหประชาชาติอื่นซึ่งมิได้ให้สัตยาบันพิธีสารฯ ได้แก่ อัฟกานิสถาน อันดอร์ราและเซาท์ซูดาน
ภายใต้พิธีสารฯ 37 ประเทศอุตสาหกรรม และประชาคมยุโรปในขณะนั้น ผูกมัดตนเองให้จำกัดหรือลดการปล่อยแก๊สเรือนกระจกสี่ชนิด (คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน ไนตรัสออกไซด์และซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์) และแก๊สสองกลุ่ม (ไฮโดรฟลูออโรคาร์บอนและเพอร์ฟลูออโรคาร์บอน) รัฐสมาชิกทุกรัฐให้พันธกรณีทั่วไป การจำกัดการปล่อยแก๊สเรือนกระจกนี้ไม่รวมการปล่อยจากการบินและการเดินเรือระหว่างประเทศ
เป้าหมายของอนุสัญญาคือ กลุ่มประเทศอุตสาหกรรม ลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งประกอบด้วยคาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน ไนตรัสออกไซด์ ซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์ก๊าซในกลุ่มไฮโดรฟลูโอโรคาร์บอน (HFCs) และเปอร์ฟลูออโรคาร์บอน (PFCs) ในปี พ.ศ. 2553 ลง 5.2% เมื่อเทียบกับปี พ.ศ. 2533
สนธิสัญญาริโอเดจาเนโร
การประชุม Earth Summit หรือการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา ที่กรุงริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล นับเป็นครั้งแรกที่มีการพูดถึงภาวะโลกร้อน และการร่วมมือกันหาแนวทางแก้ไข โดยที่อนุสัญญา UNFCCC เกิดขึ้นจากการประชุมครั้งนี้ ในฐานะข้อตกลงระหว่างประเทศต่างๆ ที่จะร่วมมือกันลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ต่อมาจึงเกิดพิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) ซึ่งเปรียบเสมือนกฎหมายลูกของอนุสัญญา UNFCCC ที่มีผลบังคับใช้
เป้าหมายคือให้ประเทศพัฒนาแล้วลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ให้ได้ภายในปี พ.ศ.2551 – 2555
COP24 (Conference of the Paties to the United Nations framework convention)
COP24 (Conference of the Paties to the United Nations framework convention)
การประชุมภาคีแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งที่ 24 (24th Conference of the Parties of United Nations Framework Climate Change Convention) หรือ COP 24 ซึ่งมีขึ้นตั้งแต่3 ธ.ค. 2561 – 14 ธ.ค. 2561 ที่เมืองคาโตวีตเซ ประเทศโปแลนด์ ได้สิ้นสุดไปแล้วหลังจากที่ต้องยืดเวลาปิดการประชุมออกไป 2 วัน เพื่อขยายระยะเวลาในการเจรจา แต่ในที่สุดก็บรรลุเป้าหมายสามารถกำหนดแนวทางปฏิบัติหลักเกณฑ์ใหม่ตามข้อตกลงปารีสที่ได้ลงนามกันตั้งแต่ปี 2558 ที่ทุกประเทศให้คำมั่นว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง เพื่อลดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส หรือไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส ท่ามกลางการประท้วงของกลุ่มต่างๆ เป็นระยะๆ หน้าสถานที่จัดประชุม
แนวทางปฏิบัติที่การประชุม COP24 ตกลงร่วมกัน ซึ่งบางประเทศเรียกว่า ประมวลกฎเกณฑ์ (Rulebook) นี้เพื่อสนับสนุนให้ภาคีสมาชิกเร่งความพยายามมากขึ้นในการช่วยกันลดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก ซึ่งมีผลต่อประชากรโลกทุกระดับ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง
นายมีเคล กูร์ตีกา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อมโปแลนด์ ซึ่งทำหน้าที่ประธานการประชุม COP24 กล่าวว่า ความสนใจของผู้เข้าประชุมทุกกลุ่มนำมาสู่ แผน Katowice Package ที่อยู่บนแนวทางความยั่งยืน แต่ที่สำคัญคือมีผลดีต่อโลก นับว่าเรามีก้าวย่างสำคัญที่จะบรรลุเป้าหมายของข้อตกลงปารีส
กฎเกณฑ์หลักๆของKatowice Packageได้แก่ กรอบการปฏิบัติที่โปร่งใส เพื่อส่งเสริมความไว้วางใจระหว่างประเทศภาคีสมาชิก ในการดำเนินการแก้ไขปัญหา Climate Change โดยกำหนดแนวทางของประเทศภาคีในการให้ข้อมูลเกี่ยวกับแผนปฏิบัติ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และมาตรการในการลดผลกระทบ
ทั้งนี้ ประเทศภาคีสมาชิกจะใช้แนวทางเดียวกันในการวัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การจัดทำรายงาน และการยืนยันความคืบหน้าในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ เนื่องจากเป็นแนวทางที่มั่นใจได้ว่าทุกประเทศมีการดำเนินการตามมาตรฐานและไม่มีการเบี้ยวข้อตกลง นอกจากนี้ยังเป็นแนวทางที่เปิดให้ประเทศยากจนสามารถให้เหตุผลและนำเสนอแผนให้สอดคล้องกับกำลังความสามารถได้ หากไม่มั่นใจว่าจะทำได้ตามมาตรฐานที่กำหนดไว้
นอกจากนี้ ได้กำหนดแนวทางเพื่อเป้าหมายใหม่ของการระดมเงิน โดยเริ่มจากปี 2025 จะระดมเงินมากขึ้นจากที่วางไว้ว่าจะระดมเงินปีละ 100 พันล้านดอลลาร์ ไปจนถึงปี 2020
ที่ประชุมยังตกลงที่จะให้ทุกประเทศประเมินผลและประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหา Climate Change ร่วมกันในปี 2023 รวมถึงแนวทางการติดตามและการรายงานความคืบหน้าของการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี
แม้ประสบความสำเร็จในการกำหนดกรอบการปฏิบัติขึ้น แต่ที่ประชุมไม่ประสบความสำเร็จในการขอให้ภาคีสมาชิกที่เข้าร่วมการประชุม ให้การยอมรับ (welcome) ผลงานวิจัย ชื่อว่า Global Warming of 1.5°C ที่จัดทำขึ้นโดยคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC) ด้วยการสนับสนุนของสหประชาชาติได้ เนื่องจากมีประเทศใหญ่ 4 ประเทศคัดค้าน คือ สหรัฐอเมริกา ซาอุดีอาระเบีย รัสเซีย และคูเวต คัดค้านไม่ให้ที่ประชุมยอมรับรายงานฉบับนี้ ตามที่มัลดีฟซึ่งเป็นประธานกลุ่มพันธมิตรประเทศที่เป็นเกาะได้เสนอ จากแรงสนับสนุนของ 47 ประเทศในสหภาพยุโรป แอฟริกา ลาตินอเมริกา และอเมริกาใต้ โดยทั้ง 4 ประเทศให้ที่ประชุมเพียงแค่บันทึก (take note of) ไว้ว่ามีรายงานฉบับนี้เท่านั้น โดยก่อนหน้านี้ซาอุดีอาระเบียยืนความเห็นคัดค้านจนวินาทีสุดท้ายในการเปิดรายงานฉบับนี้ที่เกาหลี เพื่อให้จำกัดบทสรุปของรายงาน แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จในครั้งนั้น จึงได้มาคัดค้านอีกครั้งในการประชุม COP 24
การคัดค้านของทั้ง 4 ประเทศซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ของโลก ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องเจรจาหารือเพื่อที่จะสรรหาคำที่ทุกฝ่ายเห็นพ้อง แต่ก็ยังไม่มีข้อสรุปจากที่ประชุม ส่งผลให้ต้องถอนคำว่ายอมรับออกไปตามกฎของสหประชาชาติ เนื่องจากที่ประชุมไม่สามารถลงฉันทามติได้ ทำให้หลายประเทศสมาชิกแสดงความไม่พอใจและผิดหวังกับผลที่ออกมา
การประชุมภาคีแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งที่ 24 (24th Conference of the Parties of United Nations Framework Climate Change Convention) หรือ COP 24 ซึ่งมีขึ้นตั้งแต่3 ธ.ค. 2561 – 14 ธ.ค. 2561 ที่เมืองคาโตวีตเซ ประเทศโปแลนด์ ได้สิ้นสุดไปแล้วหลังจากที่ต้องยืดเวลาปิดการประชุมออกไป 2 วัน เพื่อขยายระยะเวลาในการเจรจา แต่ในที่สุดก็บรรลุเป้าหมายสามารถกำหนดแนวทางปฏิบัติหลักเกณฑ์ใหม่ตามข้อตกลงปารีสที่ได้ลงนามกันตั้งแต่ปี 2558 ที่ทุกประเทศให้คำมั่นว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง เพื่อลดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส หรือไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส ท่ามกลางการประท้วงของกลุ่มต่างๆ เป็นระยะๆ หน้าสถานที่จัดประชุม
แนวทางปฏิบัติที่การประชุม COP24 ตกลงร่วมกัน ซึ่งบางประเทศเรียกว่า ประมวลกฎเกณฑ์ (Rulebook) นี้เพื่อสนับสนุนให้ภาคีสมาชิกเร่งความพยายามมากขึ้นในการช่วยกันลดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก ซึ่งมีผลต่อประชากรโลกทุกระดับ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง
นายมีเคล กูร์ตีกา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อมโปแลนด์ ซึ่งทำหน้าที่ประธานการประชุม COP24 กล่าวว่า ความสนใจของผู้เข้าประชุมทุกกลุ่มนำมาสู่ แผน Katowice Package ที่อยู่บนแนวทางความยั่งยืน แต่ที่สำคัญคือมีผลดีต่อโลก นับว่าเรามีก้าวย่างสำคัญที่จะบรรลุเป้าหมายของข้อตกลงปารีส
กฎเกณฑ์หลักๆของKatowice Packageได้แก่ กรอบการปฏิบัติที่โปร่งใส เพื่อส่งเสริมความไว้วางใจระหว่างประเทศภาคีสมาชิก ในการดำเนินการแก้ไขปัญหา Climate Change โดยกำหนดแนวทางของประเทศภาคีในการให้ข้อมูลเกี่ยวกับแผนปฏิบัติ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และมาตรการในการลดผลกระทบ
ทั้งนี้ ประเทศภาคีสมาชิกจะใช้แนวทางเดียวกันในการวัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การจัดทำรายงาน และการยืนยันความคืบหน้าในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ เนื่องจากเป็นแนวทางที่มั่นใจได้ว่าทุกประเทศมีการดำเนินการตามมาตรฐานและไม่มีการเบี้ยวข้อตกลง นอกจากนี้ยังเป็นแนวทางที่เปิดให้ประเทศยากจนสามารถให้เหตุผลและนำเสนอแผนให้สอดคล้องกับกำลังความสามารถได้ หากไม่มั่นใจว่าจะทำได้ตามมาตรฐานที่กำหนดไว้
นอกจากนี้ ได้กำหนดแนวทางเพื่อเป้าหมายใหม่ของการระดมเงิน โดยเริ่มจากปี 2025 จะระดมเงินมากขึ้นจากที่วางไว้ว่าจะระดมเงินปีละ 100 พันล้านดอลลาร์ ไปจนถึงปี 2020
ที่ประชุมยังตกลงที่จะให้ทุกประเทศประเมินผลและประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหา Climate Change ร่วมกันในปี 2023 รวมถึงแนวทางการติดตามและการรายงานความคืบหน้าของการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี
แม้ประสบความสำเร็จในการกำหนดกรอบการปฏิบัติขึ้น แต่ที่ประชุมไม่ประสบความสำเร็จในการขอให้ภาคีสมาชิกที่เข้าร่วมการประชุม ให้การยอมรับ (welcome) ผลงานวิจัย ชื่อว่า Global Warming of 1.5°C ที่จัดทำขึ้นโดยคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC) ด้วยการสนับสนุนของสหประชาชาติได้ เนื่องจากมีประเทศใหญ่ 4 ประเทศคัดค้าน คือ สหรัฐอเมริกา ซาอุดีอาระเบีย รัสเซีย และคูเวต คัดค้านไม่ให้ที่ประชุมยอมรับรายงานฉบับนี้ ตามที่มัลดีฟซึ่งเป็นประธานกลุ่มพันธมิตรประเทศที่เป็นเกาะได้เสนอ จากแรงสนับสนุนของ 47 ประเทศในสหภาพยุโรป แอฟริกา ลาตินอเมริกา และอเมริกาใต้ โดยทั้ง 4 ประเทศให้ที่ประชุมเพียงแค่บันทึก (take note of) ไว้ว่ามีรายงานฉบับนี้เท่านั้น โดยก่อนหน้านี้ซาอุดีอาระเบียยืนความเห็นคัดค้านจนวินาทีสุดท้ายในการเปิดรายงานฉบับนี้ที่เกาหลี เพื่อให้จำกัดบทสรุปของรายงาน แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จในครั้งนั้น จึงได้มาคัดค้านอีกครั้งในการประชุม COP 24
การคัดค้านของทั้ง 4 ประเทศซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ของโลก ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องเจรจาหารือเพื่อที่จะสรรหาคำที่ทุกฝ่ายเห็นพ้อง แต่ก็ยังไม่มีข้อสรุปจากที่ประชุม ส่งผลให้ต้องถอนคำว่ายอมรับออกไปตามกฎของสหประชาชาติ เนื่องจากที่ประชุมไม่สามารถลงฉันทามติได้ ทำให้หลายประเทศสมาชิกแสดงความไม่พอใจและผิดหวังกับผลที่ออกมา
CITES (Convention on International Trade in Endangered Species of Wild Fauna and Flora)
ภายใต้อนุสัญญา CITES ประเทศสมาชิกต้องจัดให้มีบทบัญญัติทางกฎหมายที่ใช้บังคับตามข้อกำหนดของอนุสัญญา โดยการห้ามทำการค้าพันธุ์พืชและสัตว์ที่เป็นการละเมิดอนุสัญญา CITES และมีการกำหนดบทลงโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืน ทั้งนี้ ประเทศสมาชิกอนุสัญญา CITES จะประชุมกันในทุก 2 ปี เพื่อทบทวนการนำข้อบังคับของ CITES ไปใช้ ตลอดจนเพื่อทบทวนความเหมาะสมของบัญชีสัตว์และพืชที่อยู่ในอนุสัญญาด้วย
สำหรับบัญชีพืชและสัตว์ตามข้อกำหนดของอนุสัญญา CITES (Appendix) สามารถจำแนกตามความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ได้ดังนี้
Appendix I เป็นบัญชีสัตว์ป่าหรือพืชพรรณป่าที่ใกล้สูญพันธุ์และอาจสูญพันธุ์ได้หากยังนำมาค้าขายกันอยู่ เช่น กล้วยไม้รองเท้านารี กล้วยไม้เอื้องปากนกแก้ว เป็นต้น การค้าสัตว์หรือพืชที่ใกล้สูญพันธุ์มีข้อกำหนดที่เข้มงวดมากจนอาจเรียกได้ว่าเป็นบัญชีสัตว์หรือพืชที่ห้ามทำการค้าขายกันโดยปริยาย เว้นแต่เป็นการขยายพันธุ์หรือ เพาะพันธุ์เพื่อการศึกษาและวิจัยเท่านั้น
ตัวอย่างของสัตว์ป่า ที่อยู่ในบัญชีนี้ได้แก่ แพนด้าแดง (Ailurus fulgens) กอริลลา (Gorilla gorilla) ชิมแปนซี (Pan spp.) เสือ (Panthera tigris subspecies) สิงโตอินเดีย
ตัวอย่างของพืชป่า ที่อยู่ในบัญชีนี้ได้แก่ เอื้องปากนกแก้ว (Dendrobium cruentum)
Appendix II เป็นบัญชีสัตว์ป่าหรือพืชพรรณป่าที่เหลือค่อนข้างน้อยแต่ยังไม่ใกล้สูญพันธุ์ เช่น ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง ต้นปรง ต้นพญาไร้ใบ ต้นกฤษณา เป็นต้น สัตว์หรือพืชในบัญชีนี้ได้รับอนุญาตให้มีการค้าขายได้ อย่างไรก็ตาม หากไม่มีการควบคุมที่เข้มงวด อาจสูญพันธุ์ได้ในที่สุด
ตัวอย่างของสัตว์ป่า ที่อยู่ในบัญชีนี้ได้แก่ ปลาฉลามขาว (Carcharadon carcharias) หมีดำ (Ursus americanus) ม้าลายภูเขาฮาร์นมันน์ (Equus hartmannae)
ตัวอย่างของพืชป่า ที่อยู่ในบัญชีนี้ได้แก่ แก้วเจ้าจอม (Guaiacum officinale) พะยูง (Dalbergia cochinchinensis)
Appendix III เป็นบัญชีสัตว์ป่าหรือพืชพรรณป่าที่ประเทศสมาชิกแต่ละประเทศเห็นว่ามีความจำเป็นต้องให้ความคุ้มครอง จึงขอความร่วมมือจากประเทศสมาชิกอื่นให้ช่วยควบคุมการค้าพืชหรือสัตว์พันธุ์นั้นๆ ด้วย เช่น การควบคุมการค้ามะเมื่อยจากประเทศเนปาล การควบคุมการค้านกขุนทองจากประเทศไทย เป็นต้น
ตัวอย่างของสัตว์ป่า ที่อยู่ในบัญชีนี้ได้แก่ สลอธ 2 นิ้ว (Choloepus hoffmanni) ชะมดแอฟริกา (Civettictis civetta) เต่าอัลลิเกเตอร์ (Macrochelys temminckii)
ตัวอย่างของพืชป่า ที่อยู่ในบัญชีนี้ได้แก่ เมื่อยขาว (Gnetum montanum Markgr.)
ในการเสนอพันธุ์พืชหรือพันธุ์สัตว์ที่มีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์บรรจุเข้าในบัญชีตามอนุสัญญา CITES นั้น พืชหรือสัตว์พันธุ์ที่เสนอนั้นต้องยังมีการซื้อขายระหว่างประเทศ และประเทศที่มีพืชหรือสัตว์พันธุ์นั้นอยู่ต้องการให้ประเทศภาคีช่วยควบคุมดูแลมิให้มีการทำการค้าพืชหรือสัตว์พันธุ์นั้นมากจนเกินไป นอกจากนี้ การย้ายรายชื่อพันธุ์พืชหรือพันธุ์สัตว์ข้ามบัญชีหรือการถอดถอนรายชื่อออกจากบัญชีสามารถทำได้ในกรณีที่จำนวนประชากรพืชหรือสัตว์นั้น มีมากพอที่จะดำรงเผ่าพันธุ์ต่อไปได้โดยไม่จำเป็นต้องได้รับการคุ้มครองจากอนุสัญญา CITES อีกต่อไป
ในกรณีของประเทศไทยซึ่งเป็นแหล่งสัตว์ป่าและพืชพรรณป่าหายากเป็นจำนวนมาก ในขณะเดียวกันก็มีการค้าพันธุ์พืชป่าและสัตว์ป่าหายากเป็นจำนวนมากทั้งในประเทศและนอกประเทศ จึงจำเป็นที่จะต้องเร่งให้ความคุ้มครองสัตว์ป่าและพืชพรรณป่าที่ใกล้สูญพันธุ์เหล่านั้นอย่างจริงจัง
วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
โครงงานIS1: บราวนี่ไมโครเวฟฉบับเดอะแฟลช
3. อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน : อาจารย์ เกรียงไกร ทองชื่นจิต
4. ขอบเขตของการทำโครงงาน/ ระยะเวลา : เดือนตุลาคม-พฤศจิกายน
5. วัตถุประสงค์ของโครงงาน :
- เพื่อเป็นการดัดแปลงสูตรขนมที่ชอบให้ทำได้ง่ายมาขึ้น
- เพื่อเป็นการตอบโจทย์ตัวเองที่อยากจะทานของหวานแต่ไม่สามารถทำอะไรที่เกินตัวได้
- เพื่อเป็นการสะดวก รวดเร็วในการทำ อีกทั้งยังสามารถหาซื้อวัตถุดิบได้ใกล้ตัวและไม่แพงจนเกินไป
บทคัดย่อ
ในปัจจุบัน บราวนี่นั้นเป็นขนมที่หากินได้ง่าย เพียงแต่ราคาต่อชิ้นและแต่ละร้านนั้นราคาค่อนข้างสูง แถมวัสดุอุปกรณ์ยังมีราคาที่สูงตามไปด้วยอีกต่างหาก ดังนั้นทางผู้จัดทำจึงมีการศึกษา คิดค้นวิธีการทำบราวนี่แบบง่ายๆที่ใช้เวลาไม่นาน มีอุปกรณ์ไม่เยอะและสะดวกต่อการทำตลอดเวลา เพื่อตอบสนองความต้องการของทางตัวผู้จัดทำเอง โดยหวังว่าโครงงานชิ้นนี้จะเป็นประโยชน์แก่บุคคลอื่นๆที่สนใจในเมนูนี้
กิตติกรรมประกาศ
โครงงานเรื่องบราวนี่ฉบับเดอะแฟลชจะไม่สามารถสำเร็จลุล่วงได้เลยหากขาดอาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน ซึ่งก็คืออาจารย์ เกรียงไกร ทองชื่นจิต ที่ได้คอยให้คำปรึกษา คำแนะนำ คำชี้แนะในการศึกษาค้นคว้า แนะนำขั้นตอนและวิธีจัดทำโครงงานไปจนถึงวิธีรวมชิ้นงานให้เป็นหนึ่งชิ้นงานที่สมบูรณ์แบบจนสำเร็จลุล่วงด้วยดี ผู้จัดทำจึงขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงไว้ ณ โอกาสนี้
บทที่ 1 วัสดุ อุปกรณ์
1. ดาร์คช็อคโกแลต
2. ไข่
3. น้ำมัน
4. แป้งสาลีอเนกประสงค์
5. น้ำตาลทราย
6. ช้อนหรือส้อมสำหรับคนส่วนผสม
7. ภาชนะที่จะนำมาใส่ตัวขนม
8. ไมโครเวฟ
ขั้นตอนการดำเนินงาน
1. นำดาร์คช็อคโกแลตมาใส่ในภาชนะที่สามารถนำเข้าไมโครเวฟได้ แล้วจึงนำเข้าไมโครเวฟไฟแรงประมาณ 2 นาทีหรือจนกว่าจะละลาย
2. ตอกไข่ใส่ลงในถ้วยเดิม(ถ้วยช็อคโกแลต) จากนั้นค่อยใส่น้ำมัน น้ำตาลทรายตามลงไป แล้วจึงคนส่วนผสมให้เข้ากันจนเนื้อเนียน
3. หากส่วนผสมเข้ากันดีแล้วจึงค่อยใส่แป้งตามลงไปและเริ่มคนอีกรอบ
สรุปผลการดำเนินงาน
โครงงาน บราวนี่ไมโครเวฟฉบับเดอะแฟลช นี้สามารถสำเร็จได้ดั่งจุดประสงค์ที่ได้กำหนดไว้ในทีแรก โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับการทำขนมด้วยไมโครเวฟที่สามารถดัดแปลงให้ทำได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งวัตถุดิบยังเป็นสิ่งที่หาได้ทั่วไปและสามารถทำได้สะดวก รวดเร็ว ง่าย ใช้เวลาไม่นาน ซึ่งผู้สนใจก็สามารถศึกษาได้ด้วยตัวเอง จนเกิดประโยชน์ ความเข้าใจ และเป็นการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ให้เป็นประโยชน์ และเกิดคุณค่าอีกด้วย
ข้อเสนอแนะ
ควรมีการจัดทำวิดิโอตัวอย่างวิธีการทำเพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจมากยิ่งขึ้น
อ้างอิง
https://m.webtoons.com/th/tiptoon/lazy-cooking/ep-50-%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%25A1%25E0%25B9%2582%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%259F/viewer?title_no=646&episode_no=50
วันพุธที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2561
Valentine & White Day
Valentine & White Day
Valentine
เริ่มมาจาก เมื่อศตวรรษที่ 3 มีบาทหลวงองค์หนึ่งชื่อ เซนต์ วาเลนไทน์ ไม่เห็นด้วยกับการที่จักรพรรดิ คราวเดียสที่ 2 แห่งโรม ห้ามไม่ให้เหล่านักรบแต่งงาน เนื่องจากเกรงว่าหากนักรบมีครอบครัวแล้ว จะทำให้คุณภาพของกองทัพด้อยลง เซนต์ วาเลนไทน์ จึงทำการแอบจัดพิธีอย่างลับๆให้กับเหล่านักรบที่มีความต้องการจะแต่งงาน แต่เรื่องก็เข้าไปถึงหูของจักรพรรดิ์ ทำให้เซนต์ วาเลนไทน์ ถูกสำเร็จโทษเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ปีคศ 269 เหล่าหนุ่มสาวที่ได้แต่งงานกันเพราะความช่วยเหลือของเซนต์วาเลนไทน์ จึงเลือกวันที่ 14 กพ ซึ่งเป็นวันตายของเซนต์วาเลนไทน์ เป็นวันระลึกถึงท่านเซนต์วาเลนไทน์ เพื่อแสดงความขอบคุณและความเศร้าโศกในการตายของท่าน และหลังจากนั้นเมื่อประมาณศตวรรษที่ 14 หนุ่มสาวหลายคู่ได้ส่งของขวัญหากันและกัน และเป็นวันที่ใช้สำหรับสารภาพรัก กันในแถบยุโรปและอเมริกา และกระทำกันเรื่อยมาทุกๆปีตั้งแต่จากนั้นเป็นต้นมา

White Day
วันเเห่งคำตอบ เป็นเทศกาลที่จัดในประเทศเกาหลี ญี่ปุ่น เพื่อการตลาดโดยเฉพาะในประเทศญี่ปุ่น วันไวท์เดย์จะมีการฉลองกันในประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีในวันที่ 14 มีนาคม 1 เดือนหลังจากวันวาเลนไทน์ ในวันวาเลนไทน์เมื่อหญิงสาวให้ช็อกโกแลตกับชายหนุ่ม ..ในวันไวท์เดย์นี้เป็นธรรมเนียมที่จะให้สิ่งของหรือของขวัญกับหญิงที่ให้เขา โดยในไวท์เดย์ผู้ชายที่ได้ช็อกโกแลตจะมีการมอบของขวัญตอบแทนให้กับฝ่ายหญิงซึ่งจะเรียกว่า ซัมไบกาเอชิ ซึ่งราคาของจะมากกว่าราคาของที่ได้สามเท่า

จุดเริ่มต้นของเทศกาล ไวท์เดย์ (White Day)
ย้อนหลังไปได้ถึงปี 1965 เมื่อผู้ผลิตเริ่มทำมาร์ชแมลโลในตลาดในญี่ปุ่น จึงสร้างค่านิยมว่าผู้ชายควรมอบมาร์ชแมลโลเป็นของขวัญตอบกลับให้หญิงสาวที่ให้ของขวัญในวันวาเลนไทน์ เดิมทีเขาเรียกวันนี้ว่า วันมาร์ชแมลโล หรือ มาร์ชแมลโลเดย์ แต่ภายหลังก็เปลี่ยนมาเป็น ไวท์เดย์ อย่างปัจจุบัน ต่อมาบริษัทช็อกโกแลต เริ่มตระหนักว่า พวกเขาก็น่าจะขายสินค้าของตัวเองในวันนี้ได้เหมือนกัน

จุดเริ่มต้นของเทศกาล ไวท์เดย์ (White Day)
ย้อนหลังไปได้ถึงปี 1965 เมื่อผู้ผลิตเริ่มทำมาร์ชแมลโลในตลาดในญี่ปุ่น จึงสร้างค่านิยมว่าผู้ชายควรมอบมาร์ชแมลโลเป็นของขวัญตอบกลับให้หญิงสาวที่ให้ของขวัญในวันวาเลนไทน์ เดิมทีเขาเรียกวันนี้ว่า วันมาร์ชแมลโล หรือ มาร์ชแมลโลเดย์ แต่ภายหลังก็เปลี่ยนมาเป็น ไวท์เดย์ อย่างปัจจุบัน ต่อมาบริษัทช็อกโกแลต เริ่มตระหนักว่า พวกเขาก็น่าจะขายสินค้าของตัวเองในวันนี้ได้เหมือนกัน

สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
เทศกาลเซ็ทสึบุน
เทศกาลเซ็ทสึบุน ปาถั่วไล่ยักษ์ ในทุกๆวันที่ 3 กุมภาพันธ์ของทุกปี ที่ญี่ปุ่นจะมีการจัดงานเทศกาล เซ็ทสึบุน (Setsubun) ซึ่งเทศกาลนี้จะเ...
-
1. ชื่อโครงงาน : บราวนี่ไมโครเวฟฉบับเดอะแฟลช 2.ผู้จัดทำ : นางสาวนัชชา สูญสิ้นภัย ม.4/8 เลขที่16 3. อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน ...
-
เทศกาลเซ็ทสึบุน ปาถั่วไล่ยักษ์ ในทุกๆวันที่ 3 กุมภาพันธ์ของทุกปี ที่ญี่ปุ่นจะมีการจัดงานเทศกาล เซ็ทสึบุน (Setsubun) ซึ่งเทศกาลนี้จะเ...
-
Valentine & White Day Valentine เริ่มมาจาก เมื่อศตวรรษที่ 3 มีบาทหลวงองค์หนึ่งชื่อ เซนต์ วาเลนไทน์ ไม่เห็นด้วยกับการที่จักรพรรดิ ...













